เธอคือเจ้าหญิง(แปลทั้งน้ำตาจริงๆ)
เธอคือเจ้าหญิง
จุดเริ่มต้น : เธอเป็นหญิงสาวชาวรัสเซีย มาจากครอบครัวที่เคร่งครัดและคลั่งไคล้ในศาสนาคริสต์นิกาย ออร์ธอด๊อกซ์อย่างมาก มีพ่อค้าชาวรัสเซียคนหนึ่งยื่นข้อเสนอในการทำธุรกิจให้กับ เธอโดยให้เธอเดิน ทางไปประเทศแถบอ่าวอาหรับพร้อมกับผู้หญิงรัสเซียกลุ่มหนึ่ งเพื่อซื้อเครื่อง ใช้ไฟฟ้าที่นั่นและนำกลับมาขาย...ที่รัสเซีย แต่ชายคน นั้นมีจุดมุ่งหมายในการพาพวกเธอมาที่ประเทศนี้อีกอย่างหนึ ่ง เมื่อมาถึงเขาก็ออกลาย เขาให้พวกเธอฝึกฝนทำในสิ่งที่เลวร้าย เขายื่นข้อเสนอต่างๆที่ยั่วยวนให้กับพวกเธอ ทรัพย์สินมากมาย เพื่อนฝูงเยอะแยะ พวกผู้หญิงทุกคนยอมตามข้อเสนอของเขา...ยกเว้นเธอคนนี้
เธอเป็นผู้ที่ยึดมั่นในศาสนาของเธอมากจนใครๆ ต่างก็ หัวเราะเยาะเธอ ชายคนนั้นบอกกับเธอว่า "เธออยู่ในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของเธอ เธอไม่มีอะไรเลยนอกจากเสือผ้าที่เธอใส่อยู่ และฉันก็ไม่มีทางใจะให้อะไรเธอทั้งสิ้น" เขาเริ่มสร้างความกดดันให้กับเธอ ให้เธออาศัยอยู่ในห้องพักรวมกับพวกผู้หญิงคนอื่นๆ และซ่อนหนังสือเดินทางของเธอเอาไว้
พวกผู้หญิงคนอื่นๆถูกเขาล่อลวงและเปลี่ยนความคิดไปหมดแล้ว แต่เธอยังมั่นคงอยู่บนความคิดทีสะอาดและบริสุทธิ์
ทุกๆวัน เธอยังคงรบเร้าให้เขาคืนหนังสือเดินทางให้กับเธอหรือไม่ก็ ส่งเธอกลับไปที่รัสเซีย แต่เขาก็ปฎิเสธทุกครั้ง
ในวันหนึ่ง เธอค้นหาหนังสือเดินทางของเธอที่เขาซ่อนเอาไว้จนกระทั่งพบ เธอเอามันมาและหนีออกไปจากห้องพักนั้น...เธอออกไปที่ถนน เธอไม่มีอะไรเลยนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ เธอไม่รู้จะไปทางไหนและไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่มีครอบครัว ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร ไม่มีที่พัก เธอหันมองทางซ้ายและทางขวาอย่างสับสนงงงวย...ทันใดนั้นเอง เธอเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมากับผู้หญิง3คน ภาพพวกเขาที่เธอเห็นทำให้เธอรู้สึกสงบ เธอจึงไปหาพวกเขาและเริ่มพูดด้วยภาษารัสเซีย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่เขาไม่เข้าใจภาษารัสเซีย
เธอจึงถามพวกเขาว่า:"พวกคุณพูดภาษาอังกฤษได้มั๊ยค่ะ?"
พวกเขาบอกว่า:"ได้ค่ะ/ครับ"
เธอดีใจมากและร้องไห้ออกมา เธอบอกว่า:" ฉันเป็นคนรัสเซีย เรื่องราวของฉันเป็นอย่างนี้ๆๆๆๆ...ฉันไม่มีเงิน ไม่มีที่พัก และฉันต้องการกลับประเทศของฉัน ฉันขอที่พักซัก2-3วันได้มั๊ยค่ะ จนกว่าฉันจะติดต่อกับครอบครัวของฉันที่รัสเซียได้"
ชายคนนั้น(คอลิด)ได้ติดไตร่ตรองเรื่อราวและคำขอร้องของ เธอ...เป็นไปได้ว่าเธออาจจะโกหกหลอกลวงก็ได้ เธอมองมาที่เขาและร้องไห้ในขณะที่เขากำลังปรึกษากับแม่และ น้องสาวทั้งสองคน ของเขา ...ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงพาเธอไปที่บ้านและติดต่อกับครอบครัวข องเธอให้ แต่ว่าไม่สามารถติดต่อได้
เธอสวดมนต์ทุกชั่วโมงที่กำลังติดต่อกับที่บ้าน พวกเขารู้ว่าเธอเป็นคริสเตียน พวกเขาได้พูดคุยกับเธอและเป็นเพื่อนกับเธอ จนกระทั่งเธอรักพวกเขา พวกเขาได้เสนออิสลามให้กับเธอแต่เธอปฎิเสธและไม่ยอมสนทนาใ นเรื่องศาสนาด้วย เลย เพราะเธอมาจากครอบครัวออร์ธอด๊อกซ์ที่มีหลักศรัทธาฝังลึกว ่า -เกลียดอิสลามและมุสลิม-
คอลิดได้ไปที่ศูนย์กลางการเผยแพร่อิสลามและได้นำหนังสือ เกี่ยวกับอิสลามที่เป็นภาษารัสเซียมาให้เธอ เธออ่านและครุ่นคิด ...วันเวลาผ่านไปโดยที่พวกเขาพยายามให้เธอยอมรับอัลอิสลาม จนกระทั่งเธอเข้ารับอิสลาม...อิสลามของเธอนั้นงดงามยิ่ง เธอให้ความสำคัญกับการเรียนรู้วิชาการศาสนาและเอาใจใส่ในก ารที่จะเป็นมัรอะฮฺศอลิฮะฮฺ(หญิงที่มีคุณธรรมสูงส่ง) เธอกลัวที่จะต้องกลับไปที่ประเทศของเธอและกลัวที่ต้องกลับ ไปเป็นคริสเตียน
การแต่งงาน
เธอได้แต่งงานกับคอลิด และเธอก็เป็นมุสลิมะฮฺที่ยึดมั่นในศาสนาอย่างมาก วันหนึ่งเธอไปตลาดกับสามีของเธอ ที่นั่นเธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งคลุมฮิญาบและยังปิดหน้าด้วย...นี่เป็นครั้งแรก ที่เธอได้มุสลิมะฮฺที่คลุมฮิญาบแบบสมบูรณ์ เธอรู้สึกแปลกใจในฮิญาบรูปแบบนี้มาก
เธอถามสามีของเธอว่า:"คอลิด ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงแต่งตัวแบบนั้นละค่ะ? หรือว่าเธอไปโดนอะไรมาจนใบหน้าของเธอเสียโฉมค่ะเธอเลยต้อง ปิดหน้า?"
เขาบอกเธอว่า:"ไม่ใช่หรอกครับ ผู้หญิงคนนี้เธอสวมฮิญาบในรูปแบบที่อัลลอฮฺพอใจที่สุดต่าง หาก"
เธอนิ่งเงียบไปสักครู่และบอกว่า:"ใช่แล้ว...นี่คือฮิญาบรูปแบบที่อัลลอฮฺต้องการจากเรา"
เขาถามเธอว่า:"คุณคิดอะไรอยู่หรือครับ?"
เธอบอกเขาว่า:"ทุกวันนี้ เวลาฉันเข้าไปที่ตลาดหรือศูนย์การค้าหรือที่ใดๆก็ตาม คนที่นั่นเขาไม่ได้ลดสายตาลงจากใบหน้าของฉัน สายตาของพวกเขาแทบจะกลืนกินใบหน้าของฉัน ถ้าเช่นนั้นใบหน้าของฉันก็จำเป็นที่จะต้องปกปิดนะซิค่ะต้อ งให้สามีของฉัน เท่านั้นได้เห็น...ถ้าอย่างงั้น ฉันจะไม่ออกไปจากที่นี่นอกจากจะไปในสภาพของฮิญาบเหมือนกับ ผู้หญิงคนนั้น... ฉันจะซื้อฮิญาบแบบนั้นได้ที่ไหนหรือค่ะ?"
เขาบอกเธอว่า:"แต่ถ้าคุณจะใส่ฮิญาบแบบเดิมของคุณ แบบเดียวกับที่แม่และน้องสาวของผมใส่อยู่ก็ได้นะครับ(ไม่ผ ิดเหมือนกัน)?"
เธอบอกว่า:"ไม่ค่ะ ฉันต้องการฮิญาบแบบที่อัลลอฮฺต้องการค่ะ"
วันเวลาของเธอผ่านไป เธอไม่ได้เพิ่มสิ่งใดในตัวเธอเลยนอกจากอีมาน อีมาน และอีมาน คนรอบข้างเธอต่างก็รักเธอ และเธอก็ยังเป็นผู้ครอบครองหัวใจและความรู้สึกของสามีเธอด ้วย
วันหนึ่ง เธอพบว่าหนังสือเดินทางของเธอใกล้จะหมดอายุ เธอต้องต่ออายุหนังสือเดินทาง แต่ที่ยุ่งยากก็คือเธอต้องกลับไปทำเรื่องต่ออายุหนังสือเด ินทางในเมืองที่ เธอเกิด เธอต้องเดินทางกลับไปที่รัสเซีย ไม่เช่นนั้นหนังสือเดินทางของเธอก็จะใช้ไม่ได้
คอลิดจะเดินทางไปพร้อมกับเธอ เธอไม่ต้องการเดินทางโดยไม่มีมะฮฺรอม พวกเขาโดยสารเครื่องบินกลับไปยังรัสเซีย เธอออกเดินทางด้วยกับชุดฮิญาบที่สมบูรณ์และนั่งข้างๆสามีข องเธอที่เป็นที่หะ ล้าลสำหรับเธอ
"ผมกลัวว่าจะเกิดปัญหาเพราะฮิญาบของคุณจังเลย" คอลิดบอกกับเธอด้วยความเป็นห่วง
เธอบอกเขาว่า:"คุณจะให้ฉันเชื่อฟังคนกาฟิรฺพวกนี้แล้วให้ฉ ันฝ่าฝืนอัลลอฮฺหรือค่ะ?...ไม่ค่ะ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ พวกเขาจะทำอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ"
คนอื่นๆเริ่มหันมามองเธอ ผู้โดยสารบางคนดื่มเหล้าและเหล้าเริ่มออกฤทธิ์ได้พูดจาเสี ยดสีเธอ พวกเขาหันมามองเธอจากทางนั้นบ้างทางนี้บ้าง คนนั้นหัวเราะเยาะ คนนี้ก็เยาะเย้ย บางคนมายืนข้างๆเธอและวิพากษ์วิจารณ์เธอ คอลิดมองพวกเขาแต่เขาไม่เข้าใจภาษาที่คนพวกนั้นพูดเลย ส่วนเธอนั้นเพียงแต่ยิ้ม เธอแปลคำพูดของพวกเขาให้คอลิดฟัง คอลิดโกรธมาก
เธอบอกคอลิดว่า:"อย่า โกรธไปเลยค่ะคอลิด อย่าให้คำพูดของคนพวกนั้นมาทำให้คุณไม่สบายใจซิค่ะ นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการทดสอบที่บรรดาศอ ฮาบะฮฺและศอฮาบียะ ฮฺเคยประสบมาก่อน" ...เธอและสามีได้อดทน อดกลั้นจนกระทั่งมาถึงสนามบินที่รัสเซีย
ที่รัสเซีย
คอลิดเล่าให้ฟังว่า: " เมื่อเรามาถึงที่สนามบิน ผมคิดว่าเราจะไปที่บ้านของครอบครัวเธอและพักอยู่กับพวกเขา หลังจากนั้นเราก็จะทำเรื่องต่ออายุพาสปอร์ตแล้วก็เดินทางก ลับ...แต่ว่าความ คิดของภรรยาผมไปไกลกว่านั้น
เธอบอกกับผมว่า:"ครอบครัวของฉันเป็นออร์ธอด๊อกซ์ที่คลั่งไ คล้(ตะอัศศุบ)ในศาสนาของพวกเขามากค่ะ ฉันยังไม่อยากกลับบ้านไปตอนนี้! ฉันคิดว่าเราน่าจะไปเช่าห้องอยู่แล้วก็ทำเรื่องต่ออายุพาส ปอร์ต พอเสร็จแล้วก่อนเดินทางกลับเราค่อยไปเยี่ยมพวกเขากันน่ะค่ ะ"
ผมเห็นว่าความคิดของเธอเป็นความคิดที่ดีและเหมาะสมกว่า เราจึงเช่าห้องๆหนึ่งและพักที่นั่น วันต่อมาพวกเราไปที่สถานกงสุลและเข้าไปแจ้งจุดประสงค์ของเ ราต่อเจ้าหน้าที่ เขาจึงขอพาสปอร์ตเล่มเก่าและรูปถ่ายของภรรยาผม เธอก็ให้รูปถ่ายขาวดำที่เห็นเฉพาะใบหน้าให้กับเขาไป
เจ้าหน้าที่คนนั้นบอกกับเราว่า:"รูปถ่ายแบบนี้ใช้ไม่ได้น่ ะครับ เราต้องการรูปสีและต้องเห็นใบหน้า ผม และลำคอด้วย"
ภรรยาของผมปฎิเสธที่จะให้รูปถ่ายแบบนั้นกับเขา เราจึงไปหาเจ้าหน้าที่คนที่สอง และคนที่สาม ทุกคนต้องการรูปถ่ายที่ไม่คลุมฮิญาบ ภรรยาของผมบอกพวกเขาว่า:"ฉันไม่สามารถให้รูปถ่ายที่มีการอ วดโฉมเช่นนั้นอย่างเด็ดขาดค่ะ"
เจ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็ปฎิเสธที่จะรับเรื่องขอต่อ อายุพาสปอร์ตของเธอ เธอจึงเข้าไปหาผู้อำนวยการของที่นั่น(เธอเป็นผู้หญิง) ภรรยาผมพยายามอย่างมากที่จะให้ผู้อำนวยการรับรูปของเธอใบน ั้นเพื่อทำเรื่อง แต่เธอก็ปฎิเสธ ...
ภรรยาผมยังคงขอร้องเธอและให้เหตุผลกับเธอว่า:" คุณก็เห็นนี่ค่ะว่ารูปนี้เป็นรูปของฉันจริงๆ คุณสามารถเอารูปใบนี้ไปเทียบกับรูปที่คุณมีอยู่ได้ ส่วนที่สำคัญคือการเห็นใบหน้าไม่ใช่หรือค่ะ ส่วนผมน่ะยังเปลี่ยนทรงได้ รูปนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่ค่ะ?"
ผู้อำนวยการคนนี้เธอเป็นคนที่เข้มงวดกับกฎระเบียบมาก และไม่ยอมรับเอารูปแบบไม่เห็นผมและคอ
ภรรยาของผมจึงบอกกับเธอว่า:"ฉันไม่สามารถให้รูปคุณได้หรอก ค่ะนอกจากรูปนี้(ที่คลุมฮิญาบ)เท่านั้น พอจะมีทางออกอื่นได้มั๊ยค่ะ?"
ผู้อำนวยการบอกว่า:"ไม่มีใครแก้ปัญหานี้ให้พวกคุณได้หรอกค ่ะ นอกจากผู้อำนวยการสถานกงสุลใหญ่ที่มอสโก"...
เราออกมาจากสถานกงสุล เธอหันมาหาผมและบอกว่า:"คอลิดค่ะ เราจะไปมอสโกกันน่ะค่ะ"
ตอนนั้นผมบอกกับเธอไปว่า:" ให้รูปถ่ายในแบบที่พวกเขาต้องการไปเถอะครับ อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามา รถของเขาเท่านั้น (2:286) จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเท่าที่เจ้ามีความสามารถ (64:16) นี่เป็นกรณีจำเป็น คนที่จะเห็นพาสปอร์ตของคุณเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นน ่ะครับ แล้วเขาก็ต้องดูมันเพราะเป็นความจำเป็นด้วย นอกนั้นเราก็จะเก็บมันไว้ที่บ้านไม่มีใครเห็น อย่าเอามันมาเป็นปัญหาเลยครับเราไม่ต้องเดินทางไปมอสโกหรอ ก"
เธอบอกผมว่า:"ไม่ค่ะ ฉันไม่สามารถที่จะให้พวกเขาเห็นรูปถ่ายที่เปิดเผยเอาเราะฮ ฺของฉันได้ หลังจากที่ฉันได้รู้จักศาสนาของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลาแ ล้ว"
ที่มอสโก
ด้วยความจำใจของผม เราเดินทางไปที่มอสโก...เราเช่าห้องๆหนึ่งและพักที่นั่น วันต่อมาเราไปที่สถานกงสุลใหญ่ เราเข้าไปหาเจ้าหน้าที่คนที่หนึ่ง คนที่สอง แล้วก็คนที่สาม จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องเข้าไปหาผู้อำนวยการใหญ่...เขาเป็นคนที่ชั่วร้ายมาก!!!
เขามองที่พาสปอร์ตและพลิกรูปในมือไปมาแล้วเขาก็หันมาพูดกั บภรรยาของผมว่า:"ใครจะยืนยันกับผมได้ล่ะว่าคุณคือคนในรูปน ี้จริงๆ?"...เขาต้องการให้เธอเปิดใบหน้าของเธอให้เขาดู
เธอจึงบอกเขาว่า:"ถ้า เช่นนั้น คุณเรียกเจ้าหน้าที่หญิงหรือเลขานุการหญิงของคุณคนไหนก็ได ้ค่ะให้เธอมา แล้วฉันจะเปิดหน้าของฉันให้เธอดูเทียบกับในรูปถ่าย ส่วนคุณน่ะ ฉันไม่มีทางเปิดหน้าของฉันให้คุณดูเป็นอันขาด" ผู้อำนวยการใหญ่โกรธมาก เขาเอาพาสปอร์ตอันเก่า รูปถ่ายและเอกสารอื่นๆโยนลงไปในลิ้นชักและบอกเธอว่า
"คุณจะไม่ได้ทั้งพาสปอร์ตอันเก่าและอันใหม่ นอกจากคุณจะต้องเอารูปถ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดมาให้ผมและใ ห้ผมดูเปรียบเทียบ กับใบหน้าจริงของคุณ"
ภรรยาของผมพูดกับเขาพยายามโน้มน้าวเขา ทั้งสองพูดกันด้วยภาษารัสเซีย ผมได้แต่มองไปยังสองคนนี้โดยที่ไม่เข้าใจในภาษาที่เขาพูดก ัน ผมรู้สึกโกรธมากแต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้เลย
เขายังพูดซ้ำๆแต่ว่า:"ต้องใช้รูปถ่ายตามเงื่อนไขที่เรากำห นดเท่านั้น!!!" ภรรยาของผมก็พยายามพูดให้เขายอมรับเงื่อนไขของเธอ แต่ว่า...ไม่มีประโยชน์! เธอจึงเงียบและยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
ผมหันไปหาเธอและบอกเธอว่า:" ที่รักครับ อัลลอฮฺจะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามา รถของเขาเท่านั้น (2:286) เราอยู่ในสภาพที่จำเป็นนะครับ ถ้าอย่างนั้นเมื่อไหร่เราจะได้ออกไปจากที่นี่กันล่ะ?"
เธอบอกผมว่า : "และผู้ใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺพระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก ่เขาและจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขาไม่คาดค ิด (65:2-3)"
การโต้เถียงระหว่างผมกับเธอรุนแรงขึ้น ผู้อำนวยการใหญ่โกรธเรามากเขาเลยไล่เราออกไปจากออฟฟิศ...ผมทั้งสงสารเธอแล้ว ก็โกรธเธอ เรากลับไปที่ห้องพักเพื่อคิดกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมพยายามทำให้เธอยอมตามเหตุผลของผม เธอก็พยายามทำให้ผมยอมตามเหตุผลของเธอ จนกระทั่งดึก...
เราละหมาดอิชาอฺ ผมรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับสิ่งที่เจอมาในวันนี้ เรารับประทานอะไรกินนิดหน่อย แล้วผมก็เตรียมตัวนอน
คุณจะนอนได้อย่างไร?
เมื่อเธอเห็นผมกำลังจะนอน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป เธอหันมาหาผมแล้วถามว่า:"คอลิดค่ะ คุณจะนอนแล้วหรือค่ะ?"
ผมตอบว่า:"ครับ ผมอยากพักให้หายเหนื่อยซักหน่อย"
เธอบอกว่า:"ซุบฮานัลลอฮฺ ในช่วงเวลาอย่างนี้คุณยังจะนอนอีกหรือค่ะ? ตอนนี้เราอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาต่ออัลลอฮฺอย่างที่สุด...ลุกขึ้นเถิดน่ะ ค่ะแล้วขอความช่วยเหลือจากพระองค์ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการวอนขอน่ะค่ะ" ผมจึงลุกขึ้นละหมาด เท่าที่พระองค์จะประสงค์ให้ผมละหมาดได้
หลังจากนั้นผมก็นอนหลับ ส่วนเธอ..เธอยังคงยืนอยู่ ละหมาด และละหมาด ทุกครั้งที่ผมตื่นขึ้นมา ผมจะเห็นเธอรุกั๊วะ หรือไม่ก็สุญูด หรือไม่ก็ยืน หรือไม่ก็ขอดุอาอฺ หรือไม่ก็ร้องไห้อยู่
จนกระทั่งแสงอัลฟัจญรฺขึ้น ผมตื่นขึ้นมา เธอบอกผมว่า:"เข้าเวลาศุบฮฺแล้วค่ะ ลุกขึ้นมาละหมาดด้วยกันเถอะค่ะ"
ผมจึงลุกขึ้นอาบน้ำละหมาดแล้วเราก็ละหมาดด้วยกัน หลังจากนั้นเธอก็นอนพักผ่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้น เธอก็ตื่นขึ้นและบอกว่า:"ไปค่ะ เราไปที่สถานกงสุลกันเถอะ"
ผมจึงถามเธอว่า:"ไปสถานกงสุลหรือครับ? ไปทำไมล่ะครับ? ในเมื่อเราไม่มีรูปถ่ายแบบที่เขาต้องการนี่"
เธอบอกว่า: "เราจะไปแล้วก็จะพยายามอีกครั้งค่ะ อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอฮฺ (12:87) ซิค่ะ อย่าสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ เราจะไปที่สถานกงสุลกันค่ะ"
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ เมื่อเราเข้าไปในสถานกงสุลก้าวแรกพวกเขาต่างก็มองภรรยาของ ผม พวกเขาจำเธอได้เพราะฮิญาบของเธอ มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเรียกเธอและถามว่า:"คุณคือคนที่มาติด ต่อเมื่อวานใช่มั๊ยครับ?" เธอตอบว่า:"ใช่ค่ะ"
เจ้าหน้าทีคนนั้นยื่นพาสปอร์ตให้เธอและบอกว่า:"นี่พาสปอร์ ตของคุณครับ" มันเป็นพาสปอร์ตที่เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ มีรูปถ่ายของเธอที่คลุมฮิญาบด้วย
เธอยิ้ม หันมาหาผมและบอกว่า:"ฉันบอกคุณแล้วใฃ่มั๊ยค่ะว่า-ผู้ใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺพระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา -(65:2)"
เมื่อเราจะกลับ เจ้าหน้าที่ก็บอกกับเราว่า:" แต่คุณต้องกลับไปที่เมืองที่คุณอยู่ก่อนนะครับ แล้วก็ประทับตราพาสปอร์ตที่นั่น" เราจึงกลับไปยังเมืองที่เราจากมาครั้งแรก ผมนึกในใจว่า"นี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เยี่ยมครอบครัวของ เธอด้วยก่อนจะเดิน ทางกลับรัสเซีย"
เราเดินทางไปถึงเมืองที่ครอบครัวของเธออยู่และเช่าห้องพัก ไว้ห้องหนึ่ง แล้วเราก็ไปประทับตราพาสปอร์ตกัน
การเดินทางที่แสนเจ็บปวด
หลังจากนั้นเราก็ไปเยี่ยมครอบครัวของเธอ(บ้านของเธอเป็น บ้านเก่าๆเล็กๆ) เมื่อเราเคาะประตูพี่ชายคนโตของเธอเป็นคนมาเปิดประตู เขาเป็นชายหนุ่มที่มีกล้ามเป็นมัดๆ ภรรยาของผมดีใจมากที่ได้เห็นพี่ชายของเธอ เธอเปิดหน้าและยิ้มให้เขา
ส่วนพี่ชายของเธอนั้น เมื่อเขาเห็นเธอสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมากระหว่างดีใจที่เห ็นเธอกลับมาได้ อย่างปลอดภัยและแปลกใจกับเสื้อผ้าชุดดำของเธอที่ปกปิดทุกส ่วนของร่างกาย
ภรรยาของผมเข้าไปในบ้านอย่างยิ้มแย้ม เธอกอดพี่ชายของเธอ ผมเดินตามเธอเข้าไปและนั่งอยู่ที่ห้องรับแขกคนเดียว ส่วนเธอก็เข้าไปในห้องด้านใน ผมได้ยินเธอคุยกับพวกเขาด้วยภาษารัสเซีย...ผมไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดกัน เลย แต่ผมสังเกตได้ว่าเสียงนั้นสูงและเริ่มดังขึ้น!! พวกเขาตะโกนกันเสียงดังมาก!!
ผมรู้สึกว่ามันต้องเป็นเรื่องเลวร้ายแน่ๆ แต่ผมก็ไม่สามารถที่จะแน่ใจในอะไรได้เลยเพราะผมไม่เข้าใจภ าษาที่พวกเขาพูด
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังมาจากห้องใกล้ๆกับห้องที่ผมอยู่ มีผู้ชายสามคนเดินเข้ามานำมาด้วยชายที่มีอายุ
พวกเขาเข้ามาหาผม ทีแรกผมคิดว่าเขาจะมาต้อนรับลูกเขยของเขา...แต่พวกเขาจู่โจมเข้ามาหาผม เหมือนสัตว์ร้าย การต้อนรับเปลี่ยนเป็นการเตะ ต่อย ตี และตบ!!!
ผมป้องกันตัวเองและตะโกนขอความช่วยเหลือจนกระทั่งหมดแรง ผมรู้สึกว่าจุดจบของผมต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้แน่ๆ พวกเขารัวหมัดใส่ผมและเตะผมรุนแรงขึ้น ผมมองไปรอบๆพยายามมองหาทางออก พอผมเห็นประตูแล้วผมก็ลุกขึ้นและเปิดประตูหนีออกไปอย่างรว ดเร็ว พวกเขาตามผมมา ผมเลยหลบเข้าไปในฝูงชน จนกระทั่งผมหนีจากพวกเขาได้ ผมจึงกลับไปห้องพักซึ่งไม่ไกลจากบ้านพวกเขานัก...
ผมล้างเลือดออกจากใบหน้าและปาก ผมมองที่หน้าของผมมีร่องรอยของการถูกซ้อมที่หน้าผาก แก้ม และจมูก ที่ปากของผมเลือดยังคงไหลออกมาไม่หยุด เสื้อผ้าของผมฉีกขาด
ขอบคุณอัลลอฮฺทีให้ผมรอดพ้นมาจากสัตว์ร้ายพวกนั้นได้... แต่ภรรยาของผมล่ะ ตอนนี้เธอจะเป็นอย่าไรบ้าง?...ภาพของเธอปรากฎขึ้นในความคิดของผม เธอจะเผขิญหน้ากับการทุบตีเตะต่อยอย่างนั้นได้อย่างไร??? ผมเป็นผู้ชายผมยังแทบแย่ แต่นี่เธอเป็นผู้หญิง เธอจะเป็นอย่างไรบ้างน่ะ??!!
หรือว่าเราต้องจากกันจริงๆ
?
ชัยฎอนเริ่มทำงานของมันอย่างรวดเร็ว มันบอกผมว่า:" เธอคงจะออกจากอิสลามแล้วกลับไปเป็นคริสเตียนแล้วล่ะ แกกลับไปประเทศของแกคนเดียวเถอะ" ผมสับสนลังเล ผมจะอยู่ทำอะไรล่ะที่ประเทศนี้? ผมจะไปที่ไหน? แล้วจะทำตัวยังไง?
ชีวิตของคนที่นี่ก็ราคาถูกมาก คุณสามารถจ้างให้ชายคนหนึ่งไปฆ่าคนได้ในราคาเพียง10ดอลลาร ์!!! โอ..ผมจะทำอย่างไรดีถ้าพวกเขาทรมานเธอจนเธอต้องบอกพวกเขาว่าผม พักอยู่ที่ไหน พวกเขาต้องส่งคนมาฆ่าผมแน่ๆ...ผมลงกลอนประตูและขังตัวเองอยู่แต่ในห้องจน กระทั่งรุ่งเช้า
ในตอนเช้า ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกไปสืบข่าวคราวของเธอ ผมเฝ้ามองบ้านของพวกเขาจากที่ไกล สังเกตุทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนั้น ประตูบ้านปิดอยู่ แต่ผมก็ยังเฝ้าสังเกตุอยู่อย่างนั้น
ทันใดนั้น ประตูบ้านก็เปิดออกมีชายสามคนออกมาจากบ้านหลังนั้น พวกนี้แหละที่ซ้อมผมเมื่อวาน ดูท่าทางพวกเขากำลังออกไปทำงาน จากนั้นประตูก็ถูกปิดและล๊อคกลอน ผมยังเฝ้าสังเกตุอยู่ที่เดิมได้แต่หวังว่าจะได้เห็นหน้าภร รยาของผมบ้าง แต่ไม่มีประโยชน์ ประตูบ้านถูกปิดล๊อคอยู่ในสภาพนั้นอีกหลายชั่วโมงจนกระทั่ งชายสามคนนั้นกลับ มาจากทำงานและเข้าไปในบ้าน...ผมรู้สึกเหนื่อยจึงกลับไปที่ห้องพัก
ในวันที่สอง ผมเฝ้าสังเกตุอยู่ที่เดิมแต่ก็ไม่เห็นภรรยาของผม...วันที่สามก็เช่นกัน
ผมรู้สึกสิ้นหวังว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ บางทีเธออาจจะตายไปแล้วเพราะโดนซ้อมหนัก หรืออาจจะถูกฆ่า!!! แต่ถ้าเธอตายแล้วจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีการเคลื่อนไหวในบ้านบ้างละน่า จะต้องมีคนมาเยี่ยมหรือไว้อาลัยบ้าง แต่นี่ผมไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลย ผมพยายามทำให้ตัวเองเชื่อว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ และเราจะได้พบกันในเร็วๆนี้
ได้พบเจอ...
ในวันที่สี่ ผมไม่สามารถทนนั่งเฉยๆอยู่ในห้องได้อีกต่อไป ผมไปเฝ้าสังเกตุบ้านพวกเขาจากที่ไกล...เมื่อชายสามคนนั้นออกไปทำงานตามปกติ แล้วผมมองไปที่บ้านของเธออย่างมีความหวัง ทันใดนั้น..ประตูบ้านก็เปิดออก นั่น!ภรรยาของผมเธอยืนอยู่ที่ประตู เธอมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรซักอย่าง ผมมองที่ใบหน้าของเธอ ที่หน้าของเธอเป็นรอยจ้ำแดงๆเขียวๆเพราะโดนซ้อมอย่างหนักห น่วง เสื้อผ้าของเธอถูกย้อมไปด้วยเลือด ผมรู้สึกตกใจในสภาพของเธอและรู้สึกสงสารเธอมาก
ผมวิ่งเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว ผมเห็นเธอชัดเจนขึ้น เลือดยังคงไหลออกมาจากแผลบนใบหน้าของเธอ มือและเท้าของเธอเต็มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าของเธอฉีกขาด ที่ปกปิดร่างกายเธอไว้ตอนนี้เป็นเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วเท่าน ั้น เท้าของเธอถูกล่ามโซ่เอาไว้ด้วย!! มือทั้งสองข้างของเธอก็ถูกล่ามเอาไว้ข้างหลัง ผมร้องไห้เมื่อเห็นเธอ ผมไม่สามารถบังคับตัวเองได้ ผมตะโกนเรียกเธอแต่ไกล
การยืนหยัดและคำสั่งเสีย
เธอ(ซึ่งปาดน้ำตาและสะอึกสะอื้นอยู่)บอกผมว่า:" ฟังฉันน่ะค่ะคอลิด คุณไม่ต้องเป็นห่วงฉัน เรามีสัญญาของพระองค์ที่เป็นสัญญาที่มั่นคงที่สุดน่ะค่ะ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ สิ่งที่ฉันเจออยู่ตอนนี้เทียบไม่ได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่งขอ งสิ่งที่บรรดาศอฮา บะฮฺและตาบีอีนเคยประสบ ยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่บรรดานบีและร่อซู้ลเคยเจอมาก ่อน ฉันขอร้องน่ะค่ะคอลิด อย่าเข้ามาหาฉันอย่าเข้ามาในบ้านของครอบครัวฉัน คุณหนีไปให้เร็วที่สุดเลยน่ะค่ะแล้วรอฉันอยู่ที่ห้องพัก ฉันจะไปหาคุณเองค่ะ อินชาอัลลอฮฺ ...ช่วยขอดุอาอฺมากๆด้วยน่ะคะ ละหมาดกิยามุ้ลลัยลฺมากๆน่ะค่ะ"
ผมจากเธอมาด้วยความเจ็บปวดและสงสารเธออย่างที่สุด ผมอยู่ที่ห้องพักหนึ่งวันเต็มๆ ได้แต่รอคอยและหวังว่าเธอจะกลับมา...วันทีสองก็ผ่านไป...จนกระทั่งวันที่สาม
วันที่สาม ในตอนดึกมีคนมาเคาะประตูห้อง
ผมรู้สึกกลัว..ใครกัน ใครมาเคาะประตูห้อง
ผมกลัวมาก...ใครจะมาเคาะประตูห้องตอนกลางดึกอย่างนี้น่ะ?!!!
หรือครอบครัวของเธอจะรู้ที่อยู่ผมแล้ว เธออาจจะบอกพวกเขา พวกเขาเลยมาฆ่าผม
ระหว่างผมกับความตายไม่มีอะไรมากั้นแล้วนอกจากเส้นผมเพียง เส้นเดียวเท่านั้น
ผมจึงถามกลับไปว่า:"ใครน่ะ?"
เป็นเสียงของภรรยาของผมที่ตอบกลับมาอย่างสงบว่า:"เปิดประต ูเถิดค่ะคอลิด นี่ฉันเองค่ะ"
...เหมือนมีแสงสว่างฉายเข้ามาในห้องนี้...ผมเปิดประตู
เธอเข้ามาในสภาพที่เหมือนเพิ่งลุกขึ้นมาจากกองผ้าขี้ริ้ว มีบาดแผลเต็มตัว เธอบอกผมอย่างรวดเร็วว่า:"ไปค่ะ เราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้เลย"
ผมบอกเธอว่า:"ทั้งๆที่คุณยังอยู่ในสภาพนี้น่ะหรือ?"
เธอบอกว่า:"ใช่ค่ะ เราต้องไปอย่างเร็วที่สุดเลยด้วย"
ผมลงมือเก็บกระเป๋า เธอเอาฮิญาบและเสื้อคลุมชุดสำรองออกมาและเปลี่ยนเสื้อผ้า เราเก็บของทุกอย่างและลงไปข้างล่างและเรียกรถแท๊กซี่
เธอปล่อยร่างที่หิวโหยและโดนทำร้ายจนย่อยยับลงบนเบาะรถแท๊ กซี่
สู่สนามบิน
พอเราขึ้นรถแท๊กซี่ผมก็บอกคนขับรถเป็นภาษารัสเซียว่า:"ไปส นามบิน" ผมพอรู้ภาษารัสเซียบ้างบางคำ
แต่ภรรยาของผมบอกว่า:"ไม่ค่ะ เราจะไม่ไปที่สนามบินแต่เราจะไปที่อีกจังหวัดหนึ่งค่ะ"
ผมถามเธอว่า:"ทำไมล่ะครับ? ก็เราจะหนีกันไม่ใช่หรือ?"
เธอบอกว่า:"ใช่ค่ะ แต่ว่าถ้าครอบครัวของฉันรู้ว่าฉันหนีออกมาได้เขาต้องไปตาม หาเราที่สนามบินแน่ๆค่ะ แต่เราจะหนีไปที่จังหวัดนี้ก่อน"
เมื่อเราไปถึงจังหวัดนั้นเราก็ลงจากรถและขึ้นแท๊กซี่ไป อีกจังหวัดหนึ่ง และนั่งรถต่อไปอีกยังจังหวัดที่สาม และนั่งรถไปยังเมืองอีกเมืองหนึ่งที่มีสนามบินนานาชาติตั้ งอยู่
เมื่อเราไปถึงที่สนามบิน เราก็เจออุปสรรคในการกลับไปประเทศของเราอีกเพราะเครื่องบิ นดีเลย์ เราเลยเช่าห้องพักห้องหนึ่งและพักที่นั่น
เมื่อเราเข้าไปในห้องและรู้สึกว่าปลอดภัยแล้วภรรยาของผมก็ ถอดเสื้อคลุมของเธอออก ผมมองเธอ...ยาอัลลอฮฺ!บนร่างกายของเธอไม่มีที่ใดเลยที่จะว่างเว้นไปจา กบาดแผลและเลือด!!! ผิวหนังแตกยับ เลือดเกรอะกรัง ผมถูกตัดจนสั้น ปากเป็นรอยจ้ำเขียวๆ
เรื่องราวที่โหดร้าย
ผมถามเธอว่า: "เกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง? เล่าให้ผมฟังซิครับ"
เธอเล่าว่า: "เมื่อเรา เข้าไปในบ้าน ฉันนั่งอยู่กับครอบครัวของฉันพวกเขาถามฉันว่า"นี่ชุดอะไร? " ฉันตอบว่า"นี่เป็นเสื้อผ้าแบบอิสลามค่ะ" พวกเขาถามอีกว่า"แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน?" ฉันบอกว่า"สามีของหนูค่ะ หนูเข้ารับอิสลามและแต่งงานกับชายมุสลิมคนนั้นค่ะ" พวกเขาบอกว่า"เป็นไปไม่ได้ มันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด"
ฉันบอกพวกเขาว่า "ฟังหนูเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกก่อนน่ะค่ะ" ฉันเล่าให้พวกเขาฟังเรื่องชายรัสเซียที่หลอกฉันมาและชักจู งให้ฉันไปทำชั่ว และฉันหนีมาจากเขาได้อย่างไร แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไปขอความช่วยเหลือจากคุณ" พวกเขาบอกว่า "ถ้าหากว่าเธอไปทำชั่วนั่นก็ยังจะดีกว่าที่เธอจะไปเป็นมุส ลิม"...แล้วพวกเขา ก็บอกฉันว่า"เธอจะไม่มีทางออกไปจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด นอกจากจะออกไปในสภาพออร์ธอด๊อกซ์หรือไม่ก็เป็นศพออกไป!!"
พวกเขาเอามือฉันมัดไว้ข้างหลังแล้วก็ออกไปทำร้ายคุณ ฉันได้ยินเสียงพวกเขาซ้อมคุณ ได้ยินเสียงคุณร้องขอความช่วยเหลือ แต่ฉันถูกล่ามอยู่ พอคุณหนีออกไปได้พวกพี่ๆก็กลับมาหาฉัน พวกเขาด่าว่าฉัน..หลังจากนั้นพวกเขาก็ออกไปซื้อโซ่แล้วก็เอามาล่ามฉันไว้ แล้วพวกเขาก็เฆี่ยนฉัน...ทุกๆวันพวกเขาจะเริ่มทำร้ายทุบตีฉันตั้งแต่หลังอัศ รฺไปจนถึงเวลานอน
ในตอนเช้า พ่อและพี่ๆของฉันออกไปทำงาน แม่ของฉันอยู่ในบ้าน ฉันมีเพียงน้องสาวอายุ15คอยอยู่เฝ้า เธอเข้ามาแล้วก็มาหัวเราะเยาะสภาพของฉัน นั่นเป็นช่วงเวลาเดียวที่ฉันได้พัก...คุณเชื่อมั๊ยค่ะ? พวกเขาเฆี่ยนฉันจนกระทั่งฉันสลบไปครั้งแล้วครั้งเล่า
พวกเขาต้องการจากฉันเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือให้ฉันออก จากอิสลาม ฉันปฎิเสธพวกเขาและอดทน...หลังจากนั้นน้องสาวของฉันก็เริ่มให้ความสนใจ เธอถามฉันว่า"ทำไมพี่ถึงละทิ้งศาสนาของพี่ ทิ้งศาสนาของแม่ ทิ้งศาสนาของพ่อ ทิ้งศาสนาของปู่ย่าตายาย?"
พระองค์จะทรงหาทางออกให้แก่เขา
ฉันพยายามทำให้เธอยอมรับในอิสลาม อธิบายให้เธอฟังในเรื่องศาสนา เรื่องเตาฮีด...เธอเริ่มรู้สึกยอมรับ อิสลามเริ่มส่งผลกับเธอ!!!
เธอบอกฉันว่า:"พี่ทำถูกแล้ว ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ถูกต้อง นี่เป็นศาสนาที่พี่ต้องยึดมั่นและปฎิบัติตาม...หนูก็ด้วยเหมือนกัน!!!"
แล้วเธอก็บอกฉันว่า:"หนูจะช่วยพี่"
ฉันเลยบอกเธอว่า:"ถ้าอยากช่วยพี่จริงๆ ช่วยให้พี่ได้พบกับสามีพี่ทีเถอะ!"
น้องสาวของฉันขึ้นไปชั้นบนของบ้านแล้วก็มองหาคุณ เธอเห็นคุณเดินไปเดินมาอยู่ เธอบอกฉันว่า:"หนูเห็นผู้ชายคนนึง ลักษณะอย่างนี้ๆๆๆ"
ฉันบอกเธอว่า:"ใช่แล้ว นั่นแหละสามีพี่...พอน้องเห็นเขาแล้วเปิดประตูบ้านให้พี่น่ะ พี่จะคุยกับเขา"
และเธอก็เปิดประตูบ้าน ฉันได้ออกไปคุยกับคุณแต่ว่าฉันไม่สามารถออกไปหาคุณได้เพรา ะว่าฉันถูกล่ามเอา ไว้ด้วยโซ่สองเส้น และกุญแจก็อยู่กับพี่ชายทั้งสองคนของฉัน แล้วก็มีโซ่เส้นที่สามที่ล่ามฉันเอาไว้กับเสาบ้านเพื่อที่ ฉันจะได้หนีไปไหน ไม่ได้ กุญแจของโซ่เส้นที่สามนี้อยู่กับน้องสาวของฉันเพื่อที่เธอ จะได้ปล่อยฉันตอน ไปเข้าห้องน้ำ
เมื่อฉันได้คุยกับคุณแล้วฉันขอให้คุณรออยู่จนกว่าฉันจะไป หา ตอนนั้นฉันถูกล่ามโซ่อยู่ ฉันได้ทำให้น้องสาวของฉันยอมรับในอิสลามแล้ว(ด้วยกับความช ่วยเหลือของอัล ลอฮฺ) เธอเข้ารับอิสลามและต้องการที่จะช่วยเหลือฉัน
เธอตกลงที่จะช่วยให้ฉันหนีออกไปจากบ้านหลังนี้ แต่ว่ากุญแจโซ่นั้นอยู่กับพี่ชาย...ในวันหนึ่ง เธอได้เตรียมเหล้าให้กับพี่ชายทั้งสองคน เป็นเหล้าที่แรงมาก พวกเขาดื่ม ดื่ม และดื่ม จนกระทั่งพวกเขาเมาเต็มที่และไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หลังจากนั้นเธอก็เอากุญแจมาจากกระเป๋าเสื้อของพี่ชายแล้วไ ขกุญแจโซ่ให้ฉัน จากนั้นฉันก็ออกมาหาคุณตอนกลางดึก
ผมถามเธอว่า: "แล้วน้องสาวของคุณละครับ เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?"
เธอบอกว่า: "ฉันบอกเธอว่า อย่าเพิ่งบอกพวกเขาถึงอิสลามของเธอ พวกเราจะหาทางช่วยเธอ"
...คืนนั้นเราได้นอนหลับพักผ่อน วันต่อมาเราเดินทางกลับประเทศของเรา เมื่อเราเดินทางไปถึงภรรยาของผมต้องเข้าโรงพยาบาลและนอนพั กรักษาตัวที่นั่น หลายวัน และเราได้ขอดุอาอฺจากพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดให้น้องสาวของเธอมั่นคงอยู่บนศาสนาของพระ องค์ด้วยเถิด...
ภาษาไทยแปลได้ไม่ซึ่งเท่าภาษาอาหรับ